ประวัติความเป็นมาของน้ำหอม
โพสต์เมื่อ : 7 ก.ค 2563 เวลา 10:22 น.
Perfumes มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า pefumare, ซึ่งมีความหมายถึง ควัน
แม้มีที่มาไม่แน่ชัดแต่มีข้อมูลที่ทำให้ทราบว่าน้ำหอมมีการใช้มาตั้งแต่ยุคโบราณ จากหนังสือ The Histories อันเป็นบันทึกของเฮโรโดตัส นักประวัติศาตร์ชาวกรีก ซึ่งมีชีวิตในช่วง 490-480 ก่อนคริสตศักราช ผู้ที่ได้ท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ ในอียิปต์ เมโสโปเตเมีย ปาเลสไตน์ และตอนใต้ของรัสเซีย และบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของผู้คนบริเวณนี้ ทำให้ทราบว่าอารยธรรมโบราณในแถบคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการผลิตและใช้น้ำหอมกัน เช่น
ในอารยธรรมบาบิโลน คนบาบิโลนไว้ผมยาว โพกผ้าพันศรีษะ และพรมน้ำหอมตลอดทั้งตัว
ในอารยธรรมอียิปต์โบราณ คนอียิปต์นำน้ำมันจากต้นละหุ่งในการนำมาบำรุงผิวและนำไปเป็นน้ำมันสำหรับจุดไฟเพื่อให้มีกลิ่นหอม ในดินแดนอารเบีย ชาวอารเบียนำชินามอน เลดานอนหรือลาดานัม มาทำเป็นส่วนผสมของน้ำหอม
โดยอารยธรรมอียิปต์โบราณ เป็นอารยธรรมที่มีการใช้น้ำหอมเก่าแก่ที่สุด คือตั้งแต่ 2686 - 1650 ปี ก่อนคริสตศักราช ในสมัยราชวงศ์ Old Kingdom - New Kingdom เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ อันแสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำหอมที่มีอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ภาพวาดในสุสาน แสดงถึงกรรมวิธีในการผลิตน้ำหอม ในสมัยราชวงศ์ Old Kingdom และ Middle Kingdom
ขวดน้ำหอม ซึ่งถูกถวายเป็นของอุทิศในโลกหลังความตายในสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน สมัยราชวงศ์ New Kingdom เป็นต้น
การใช้น้ำหอมในอารยธรรมอียิปต์โบราณ อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อารยธรรมโบราณอื่นในคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีการใช้น้ำหอมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากอารยธรรมอียิปต์โบราณตั้งอยู่ในแถบคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ได้เกิดอารยธรรมโบราณต่าง ๆ นี้มากมาย การใช้น้ำหอมอย่างแพร่หลายของชาวอียิปต์โบราณ จึงอาจส่งผลให้อารยธรรมโบราณเหล่านี้ ได้รับอิทธิพลในการใช้น้ำหอม โดยอารยธรรมร่วมสมัยที่มีหลักฐานทางโบราณคดีแสดงถึงการใช้น้ำหอม เช่น อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ปรากฏหลักฐานคือ แผ่นจารึกอักษรคูนิฟอร์มซึ่งกล่าวถึงชื่อนักทำน้ำหอม นามว่า Tapputi ในราว 2,000 ปีก่อนคศ.
แม้มีที่มาไม่แน่ชัดแต่มีข้อมูลที่ทำให้ทราบว่าน้ำหอมมีการใช้มาตั้งแต่ยุคโบราณ จากหนังสือ The Histories อันเป็นบันทึกของเฮโรโดตัส นักประวัติศาตร์ชาวกรีก ซึ่งมีชีวิตในช่วง 490-480 ก่อนคริสตศักราช ผู้ที่ได้ท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ ในอียิปต์ เมโสโปเตเมีย ปาเลสไตน์ และตอนใต้ของรัสเซีย และบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของผู้คนบริเวณนี้ ทำให้ทราบว่าอารยธรรมโบราณในแถบคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการผลิตและใช้น้ำหอมกัน เช่น
ในอารยธรรมบาบิโลน คนบาบิโลนไว้ผมยาว โพกผ้าพันศรีษะ และพรมน้ำหอมตลอดทั้งตัว
ในอารยธรรมอียิปต์โบราณ คนอียิปต์นำน้ำมันจากต้นละหุ่งในการนำมาบำรุงผิวและนำไปเป็นน้ำมันสำหรับจุดไฟเพื่อให้มีกลิ่นหอม ในดินแดนอารเบีย ชาวอารเบียนำชินามอน เลดานอนหรือลาดานัม มาทำเป็นส่วนผสมของน้ำหอม
โดยอารยธรรมอียิปต์โบราณ เป็นอารยธรรมที่มีการใช้น้ำหอมเก่าแก่ที่สุด คือตั้งแต่ 2686 - 1650 ปี ก่อนคริสตศักราช ในสมัยราชวงศ์ Old Kingdom - New Kingdom เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ อันแสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำหอมที่มีอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ภาพวาดในสุสาน แสดงถึงกรรมวิธีในการผลิตน้ำหอม ในสมัยราชวงศ์ Old Kingdom และ Middle Kingdom
ขวดน้ำหอม ซึ่งถูกถวายเป็นของอุทิศในโลกหลังความตายในสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน สมัยราชวงศ์ New Kingdom เป็นต้น
การใช้น้ำหอมในอารยธรรมอียิปต์โบราณ อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อารยธรรมโบราณอื่นในคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีการใช้น้ำหอมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากอารยธรรมอียิปต์โบราณตั้งอยู่ในแถบคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ได้เกิดอารยธรรมโบราณต่าง ๆ นี้มากมาย การใช้น้ำหอมอย่างแพร่หลายของชาวอียิปต์โบราณ จึงอาจส่งผลให้อารยธรรมโบราณเหล่านี้ ได้รับอิทธิพลในการใช้น้ำหอม โดยอารยธรรมร่วมสมัยที่มีหลักฐานทางโบราณคดีแสดงถึงการใช้น้ำหอม เช่น อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ปรากฏหลักฐานคือ แผ่นจารึกอักษรคูนิฟอร์มซึ่งกล่าวถึงชื่อนักทำน้ำหอม นามว่า Tapputi ในราว 2,000 ปีก่อนคศ.
การใช้น้ำหอมยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ในอารยธรรมสมัยต่อ ๆ มาในคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น ในอารยธรรมกรีกโบราณ มีหลักฐานทางโบราณคดี คือ ภาพเขียนบนภาชนะดินเผา แสดงถึงรูปนักกีฬาใช้น้ำมันที่มีกลิ่นหอมทาก่อนลงทำการแข่งขัน ในอาณาจักรโรมัน การใช้น้ำหอมมักใช้เป็นอุปกรณ์หนึ่งในการอาบน้ำ โดยเมื่อชาวมุสลิมคิดค้นวิธีการผลิตน้ำหอม เป็นวิธีการกลั่นจากดอกไม้ ซึ่งทำให้สามารถผลิตน้ำหอมในปริมาณมากขึ้นได้ในยุคกลาง และน้ำหอมเป็นที่รู้จักของชาวยุโรป เมื่อแคทเธอรีน เดอ เมคิชี่ (Catherine de Medici) เดินทางจากเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เพื่อแต่งงานกับเจ้าชายแห่งประเทศฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 การใช้น้ำหอมก็เริ่มขยายวงกว้างขึ้น ก่อนจะเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เมื่อนักเคมีได้ทำการสังเคราะห์น้ำหอมจากสารเคมีจนได้กลิ่นต่าง ๆ มากมายหลายพันกลิ่น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้สำเร็จ
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหอมมีการใช้ในคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นที่แรก ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น คือ เรื่องของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศบริเวณนี้มีอากาศแห้งและร้อนชื้น ทำให้ผู้คนในพื้นที่นี้คิดค้นวิธีที่จะรักษาผิวพรรณของตนให้ชุ่มชื้น จึงนิยมที่จะทาน้ำมัน เพื่อสุขภาพผิวที่ดี ต่อมาเมื่อสุนทรียภาพในเรื่องกลิ่นมีความสำคัญขึ้นต่อการรับรู้ของมนุษย์ จึงได้เพิ่มกลิ่นหอมลงในน้ำมันในภายหลัง และค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจนเป็นน้ำหอมในที่สุด โดยสกัดเอากลิ่นหอมจากพืช เช่น กุหลาบ มะลิ คาโมไมล์ มดยอบ (Myrrh) กำยาน (Frankincense) แก่นจันทร์ เป็นต้น มาทำเป็นน้ำหอม โดยได้กลายเป็นของใช้สำหรับคนเป็น เมื่อการใช้น้ำหอมอาจหมายถึงความต้องการในการแสดงฐานะทางสังคมของตน จากเดิมที่การผลิตน้ำมันเพื่อทาผิวให้ชุ่มชื้น เป็นความรู้ที่คนในพื้นที่ที่สามารถเรียนรู้และผลิตขึ้นมาได้เอง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนในพื้นที่นี้เผชิญร่วมกัน แต่ต่อมาเมื่อกลิ่นหอมได้ถูกเพิ่มเข้ามา มีการใช้วัตถุดิบที่มีค่า ราคาแพงนำมาทำเป็นส่วนผสม และถูกใช้ในเรื่องของความเชื่อและพิธีกรรมมากขึ้น ทำให้น้ำมันหอม หรือน้ำหอมเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ชี้วัดและแสดงถึงฐานะทางสังคมของผู้คนที่ใช้มันโดยปริยาย
ที่มา : https://www.gqthailand.com/culture/article/history-of-perfume
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหอมมีการใช้ในคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นที่แรก ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น คือ เรื่องของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศบริเวณนี้มีอากาศแห้งและร้อนชื้น ทำให้ผู้คนในพื้นที่นี้คิดค้นวิธีที่จะรักษาผิวพรรณของตนให้ชุ่มชื้น จึงนิยมที่จะทาน้ำมัน เพื่อสุขภาพผิวที่ดี ต่อมาเมื่อสุนทรียภาพในเรื่องกลิ่นมีความสำคัญขึ้นต่อการรับรู้ของมนุษย์ จึงได้เพิ่มกลิ่นหอมลงในน้ำมันในภายหลัง และค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจนเป็นน้ำหอมในที่สุด โดยสกัดเอากลิ่นหอมจากพืช เช่น กุหลาบ มะลิ คาโมไมล์ มดยอบ (Myrrh) กำยาน (Frankincense) แก่นจันทร์ เป็นต้น มาทำเป็นน้ำหอม โดยได้กลายเป็นของใช้สำหรับคนเป็น เมื่อการใช้น้ำหอมอาจหมายถึงความต้องการในการแสดงฐานะทางสังคมของตน จากเดิมที่การผลิตน้ำมันเพื่อทาผิวให้ชุ่มชื้น เป็นความรู้ที่คนในพื้นที่ที่สามารถเรียนรู้และผลิตขึ้นมาได้เอง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนในพื้นที่นี้เผชิญร่วมกัน แต่ต่อมาเมื่อกลิ่นหอมได้ถูกเพิ่มเข้ามา มีการใช้วัตถุดิบที่มีค่า ราคาแพงนำมาทำเป็นส่วนผสม และถูกใช้ในเรื่องของความเชื่อและพิธีกรรมมากขึ้น ทำให้น้ำมันหอม หรือน้ำหอมเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ชี้วัดและแสดงถึงฐานะทางสังคมของผู้คนที่ใช้มันโดยปริยาย
ที่มา : https://www.gqthailand.com/culture/article/history-of-perfume